โครงการเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก

เป็นเขื่อนคอนกรีต สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนภูมิพล

ที่ตั้ง
        ตำบลเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
              พิกัด     47 Q MV 973 – 062
              ระวาง   4743 II
              Lat.      17   14’   30”  N.
              Long.   98   58’   28”  E.

ระยะเวลาก่อสร้าง     7 ปี (2501 – 2507)

ค่าก่อสร้าง          2,250 ล้านบาท

ประโยชน์ที่ได้รับ  -  ผลิตไฟฟ้าได้ 420,000 กิโลวัตต์ จ่ายไปยัง 36 จังหวัด
                        -  การคมนาคมทางน้ำ เรือกินน้ำลึก 2 ม.ขึ้นล่องจากจังหวัดนครสวรรค์ ถึงเขื่อนฯ ได้ตลอดปี เมื่อได้ตกแต่งลำน้ำปิงแล้ว และจากเขื่อนฯ ถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
                        -  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ท่องเที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจ 

ความเป็นมา

1. ความขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า
          เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ประเทศไทยได้ประสบความขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าเป็นอย่างมาก เพราะโรงจักรไฟฟ้าที่มีอยู่ในจังหวัดพระนครและธนบุรี(คือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน) รวมทั้งบางจังหวัดได้ถูกระเบิดเสียหายในระหว่างสงคราม นอกจากนี้ ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประชาชนก็มีมากขึ้น เพราะได้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าบางประเภท เครื่องปรับอากาศ เตารีดไฟฟ้า เครื่องหุงต้มไฟฟ้า ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น แม้รัฐบาลจะได้ซ่อมแซมโรงจักรไฟฟ้าไอน้ำที่ถูกระเบิดเสียหายระหว่างสงคราม และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ยังไม่เป็นการเพียงพอ ความต้องการพลังงานไฟฟ้านี้ มิใช่ขาดแคลนแต่ในจังหวัดพระนครและธนบุรีเท่านั้น  ในต่างจังหวัดก็ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าเช่นเดียวกัน  ดังเช่นในปี พ.ศ.2500 ซึ่งอยู่ในระหว่างการเริ่มต้นก่อสร้างเขื่อนภูมิพลอยู่นั้น  ในจังหวัดพระนคร-ธนบุรีแห่งเดียวผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70,000 กิโลวัตต์ แต่ความต้องการของประชาชนมีถึง 85,000 กิโลวัตต์ ไม่รวมพลังงานไฟฟ้าซึ่งโรงแรม โรงมหรสพ โรงสี และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ผลิตขึ้นใช้เองอีกประมาณ 40,000 กิโลวัตต์ จึงรวมเป็นความต้องการพลังงานไฟฟ้าถึง 129,000 กิโลวัตต์  ขณะเดียวกัน ในต่างจังหวัดซึ่งผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น ประมาณ 40,000 กิโลวัตต์ ประชาชนก็ประสบความขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

2.  แนวความคิดในการแก้ปัญหาความขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า
          เมื่อความขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า มีดังกล่าวมาข้างต้น รัฐบาลจึงได้พิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าให้ได้มากเพียงพอแก่ความต้องการ และมีต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าที่เป็นอยู่ขณะนั้น รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเทศไทยเรามีแม่น้ำอยู่หลายสาย และในปีหนึ่ง ๆ น้ำได้ไหลสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก ถ้าจะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และโรงไฟฟ้าขวางแม่น้ำ ก็จะสร้างได้หลายแห่ง และต้นทุนในการผลิตจะต่ำกว่าการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ขับด้วยเครื่องกังหันไอน้ำ หรือเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน
ความจริง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำนี้ เคยคิดกันก่อนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 6 แล้ว กล่าวคือ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้ทรงเห็นว่า ถ้ามีการเก็บกักน้ำและนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า แทนการนำเอาไม้หรือน้ำมันมาเป็นเชื้อเพลิง ใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าดังที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอันมาก จึงทรงว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชื่อ Mr.Hagrup มาพิจารณาหาแหล่งผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ หลังจากการใช้เวลาศึกษาอยู่ 2 ปี  Mr.Hagrup ก็ทูลถวายรายงานว่า มีแหล่งผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำหลายแห่ง เช่น
ที่ออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ จะได้พลังงานไฟฟ้า 6,000 กิโลวัตต์
ที่แก่งสร้อย จังหวัดตาก จะได้พลังงานไฟฟ้า 100,000 กิโลวัตต์
ที่แก่งเรียง บนแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี จะได้พลังงานไฟฟ้า 25,000 กิโลวัตต์
ที่แก่งละว้า บนแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี จะได้พลังงานไฟฟ้า 25,000 กิโลวัตต์
งานชิ้นนี้มิได้ก้าวหน้าไปเลยเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และความผวนทางการเมือง  ต่อมาในปี 2482 จอมพล ป.พิบูลสงคราม  นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้หยิบยกเอาเรื่องการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยกำลังน้ำตามรายงานของ Mr.Hagrup ซึ่งมีอยู่หลายโครงการมาพิจารณาอีก โดยมอบให้กระทรวงเศรษฐการเป็นเจ้าของเรื่อง และตกลงเลือกเอาโครงการแม่น้ำแม่กลองเป็นอันดับแรกเพราะอยู่ใกล้จังหวัดพระนครและธนบุรี และเห็นว่าที่แก่งเรียงมีสภาพหินดีพอจะสร้างเขื่อนได้ ขณะที่กำลังพิจารณารายละเอียดที่จะดำเนินการต่อไป ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียก่อน โครงการนี้จึงต้องระงับไป

3.  โครงการไฟฟ้าพลังน้ำยันฮี
          ในปี พ.ศ.2491 รัฐบาลได้นำเอาโครงการก่อสร้างไฟฟ้าพลังน้ำแก่งเรียง จังหวัดกาญจนบุรี มาพิจารณาอีกเป็นครั้งที่ 2 ได้จัดทำรายงานเสนอธนาคารโลกเพื่อพิจารณาขอกู้เงิน แต่สถิติเกี่ยวอุทกวิทยาและภูมิประเทศมีไม่พอให้ธนาคารโลกพิจารณาได้ เพื่อจะให้ได้รายละเอียดของงานทั้งสองด้านอย่างเพียงพอ รัฐบาลจึงมองให้กรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2494
เมื่อได้รับมอบหมายจากรัฐบาล อธิบดีกรมชลประทาน (ม.ล.ชูชาติ  กำภู) จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันพิจารณาเลือกหาที่ตั้งเขื่อนในภาคใดภาคหนึ่ง ซึ่งมีสถิติทางอุทกวิทยาเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ ประกอบด้วย
1. นายวิชา  เศรฐบุตร  ผู้เชี่ยวชาญของกรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณีในปัจจบัน ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีของกรมนี้)
2. ดร.บุญรอด  บิณฑสันต์  ศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมไฟฟ้าของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ต่อมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการการพลังงานแห่งชาติ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักงานพลังงานแห่งชาติ)
3. จาก MSA. (ECA) 3 นาย คือ
   MR.Stanley I.Phillippi
   Mr.Maurice E. Day
   Mr. August L.Ahlf
4. จาก ECAFE (ปัจจุบันคือ ESCAP) 1 นาย คือ
   Dr. P.T.  Tan
          หลังจากพิจารณากันแล้วเห็นว่า โครงการแก่งเรียงไม่เหมาะสมที่จะสร้างเพราะกำลังไฟฟ้าที่จะได้ แม้จะจ่ายให้แก่จังหวัดพระนครและธนบุรีเท่านั้นก็ยังไม่เพียงพอ  จึงได้เดินทางไปตรวจหาที่แห่งใหม่ทางภาคเหนือเพราะกรมชลประทานมีสถิติเกี่ยวกับน้ำในแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไว้อย่างเพียงพอ และยังมีสถิติในด้านการสำรวจภูมิประเทศ และสำรวจทางธรณีวิทยาอยู่อย่างเพียงพอแล้วด้วย  ในที่สุดก็เห็นควรสร้างเขื่อนบนแม่น้ำปิงที่เขายันฮี จังหวัดตาก เป็นอันดับแรก เพราะสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้มากพอแก่ความต้องการของจังหวัดพระนครและธนบุรี รวมทั้งจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศได้  นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการอเนกประสงค์ คือ ช่วยการชลประทาน การคมนาคมทางน้ำ และป้องกันอุทกภัยได้อีกด้วย จึงเสนอกระทรวงเกษตรเพื่อพิจารณา
กระทรวงเกษตรได้พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย จึงได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรเสนอ และได้ออกประกาศพระราชกฤษฎีกามอบให้กรมชลประทานจัดดำเนินการก่อสร้างโครงการนี้เมื่อ พ.ศ.2496

4. การก่อสร้าง
          โครงการเขื่อนภูมิพลเริ่มงานเบื้องต้นคือ งานสำรวจภูมิประเทศ  สำรวจอุทกวิทยา และสำรวจธรณีวิทยาเพิ่มเติม  งานตัดถนนเข้าหัวงาน  สร้างที่ทำการ บ้านพัก ฯลฯ เจาะอุโมงค์นำ (Pilot Tunnels) 2 อุโมงค์  เริ่มงานต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2495  เป็นงานพื้นฐาน เตรียมไว้รับการประกวดราคานานาชาติที่จะดำเนินงานต่อไปเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
งานก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำยันฮี เป็นงานใหญ่และมีปัญหาสลับซัยซ้อนหลายด้าน  กรมชลประทานจึงวางแผนการดำเนินงานด้วยความเห็นชอบจากรัฐบาล พอสรุปได้ดังนี้
     ก.  ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการค้นคว้าและศึกษาสภาวะธรรมชาติและโบราณคดีในอ่างเก็บน้ำภูมิพล”  โดยแบ่งงานสำรวจและค้นคว้าเป็น 7 สาขา คือ สาขาโบราณคดี  สาขาพฤกษชาติ  สาขาสัตวชาติ  สาขาอุตุนิยมวิทยา  สาขาปถพีและธรณีวิทยา  สาขาอุทกวิทยา และสาขาสาธารณสุข
     ข. ดำเนินการเจรจาขอกู้เงินจากธนาคารโลกมาทำการก่อสร้าง จำนวน 66 ล้านเหรียญสหรัฐ จนเป็นผลสำเร็จ และได้ลงนามในสัญญากู้เงินที่ 175 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2500  โดยมีนายเสวต  เปี่ยมพงศานต์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนรัฐบาลไทย  นายยูจีน อาร์ แบลค  ประธานธนาคารโลก และ ม.ล.ชูชาติ  กำภู  อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะผู้แทนการไฟฟ้ายันฮี
ค. เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า การก่อสร้างโครงการนี้จะสามารถดำเนินการไปได้โดยราบรื่น ไม่หยุดชะงัก จึงได้ดำเนินการ
     (1)  จัดตั้งโรงผลิตปูนซีเมนต์ขึ้นเพื่อใช้ในการนี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปูนซีเมนต์เป็นจำนวนมาก และเพื่อการอุตสาหกรรมสืบต่อไป เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2497 ในรูปของบริษัทจำกัด ชื่อว่า “บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด”  ตั้งอยู่ที่อำเภอตาคลี  จังหวัดนครสวรรค์  มีกำลังผลิตวันละ 600 ตัน เริ่มผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายได้ตั้งแต่ปี 2501
     (2) จัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำแม่เมาะ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 12,500 กิโลวัตต์ ใช้ลิกไนท์เป็นเชื้อเพลิง ที่ใกล้บริเวณเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อนำพลังงานมาขายให้แก่งานก่อสร้างเขื่อนภูมิพล ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก เป็นการถอนทุนส่วนหนึ่ง อีกส่วนส่งไปจำหน่ายแก่ประชาชนในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่
     (3) จัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำที่บางกรวย จังหวัดนนทบุรี เป็นโครงการส่วนหนึ่งของการไฟฟ้ายันฮี เรียกว่า โรงไฟฟ้าไอน้ำพระนครเหนือ  ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 75,000 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง  ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 150,000 กิโลวัตต์ เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในจังหวัดพระนครและธนบุรี เป็นการเฉพาะหน้า ระหว่างปี 2504-2506 ซึ่งการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลยังไม่เสร็จ และเป็นตัวรอง (Standby) ผลิตกระแสไฟฟ้าเสริมทางโรงจักรที่เขื่อนภูมิพลเมื่อจำเป็นด้วยแล้ว เสร็จเมื่อปี 2504
ง. การก่อสร้างเขื่อนภูมิพล กระทำโดยการประกวดราคานานาชาติ เริ่มงานก่อสร้างใหญ่เมื่อปี 2501  แยกงานเป็น
(1)  งานก่อสร้างตัวเขื่อนและโรงไฟฟ้า  บริษัท Brown & Root – Utah International Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง
(2)  งานสร้างสายส่งศักย์สูง ขนาด 230,000 โวลท์ เชื่อมโยงรอบจังหวัดพระนครและธนบุรี (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน)  บริษัท Brown Boveri & Cie ประเทศเยอรมันนี เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง
(3)  งานสร้างสายส่งศักย์สูง ขนาด 230,000 โวลท์ จากเขื่อนภูมิพล ถึงจังหวัดพระนครและธนบุรี (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน)  บริษัท Sociota Anonima Eletrificazion S.p.A. ประเทศอิตาลี เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง
(4)  งานก่อสร้างสายส่งศักย์รอง ขนาด 69,000 โวลท์ สถานีจ่ายไฟ งานติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและเครื่องกังหันน้ำ  รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงไฟฟ้ากับงานประกอบอื่น ๆ เช่น สนามบิน ท่าเทียบเรือ ถังเก็บปูนซีเมนต์ผงขนาด 3,500 ตัน และถนน เป็นต้น  กรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเอง

5.  การจัดตั้งการไฟฟ้ายันฮี
          เพื่ออนุวัติตามพันธะที่มีอยู่ต่อธนาคารโลกในการกู้เงินมาก่อสร้างเขื่อนภูมิพลในระยะแรก 66 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลจึงตราพระราชบัญญัติจัดตั้งการไฟฟ้ายันฮี พ.ศ.2500 ขึ้น มีสาระสำคัญ คือ
      ก.  ให้การไฟฟ้ายันฮี มีหน้าที่รับผิดชอบในการผติด จัดให้ได้มา จัดส่ง และจัดจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวด้วยพลังงานไฟฟ้าและงานอื่นซึ่งส่งเสริมกิจการของการไฟฟ้ายันฮี โดยมีผู้ว่าการเป็นผู้จัดดำเนินงาน และมีคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการการไฟฟ้ายันฮี”  ประกอบด้วย ประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 6 คน ไม่รวมผู้ว่าการ (สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการนั้น ม.ล.ชูชาติ  กำภู ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการนี้มาแต่ต้น ได้ดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก จนถึงวันที่ 9 กันยายน 2507 เนื่องจากไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในเกณฑ์ต้องห้าม)
      ข.  ให้กรมชลประทาน มีหน้าที่รับผิดชอบการก่อสรต้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำยันฮีระยะแรกคือ สร้างตัวเขื่อน โรงไฟฟ้า สายส่ง และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 70,000 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง ในจำนวนที่กำหนดไว้ 8 เครื่อง แล้วมอบความรับผิดชอบให้การไฟฟ้ายันฮีดำเนินการต่อไป
การก่อสร้างตามข้อ ข. ได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงในปี พ.ศ.2507  สิ้นค่าก่อสร้าง 2,250 ล้านบาท เป็นเงินกู้จากธนาคารโลก 66 ล้านเหรียญสหรัฐ ร่วมกับเงินงบประมาณ  สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่ประชาชนตั้งแต่ภาคเหนือและภาคกลางลงไปถึงจังหวัดเพชรบุรี รวม 36 จังหวัด ความรับผิดชอบของกรมชลประทานเกี่ยวการก่อสร้างจึงสิ้นสุดลง แต่กรมชลประทานกับการไฟฟ้ายันฮี ยังคงมีความรับผิดชอบร่วมกันอยู่ในการควบคุมปริมาณน้ำที่จะเก็บกัก หรือระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุดทั้งด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าและการชลประทานจากการควบคุมลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  การไฟฟ้ายันฮีนั้น ต่อมาทางรัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งการไฟฟ้าขึ้นใหม่ โดยรวมเอาการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ การลิกไนท์คือโรงไฟฟ้าลิกไนท์ที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง โรงไฟฟ้าลิกไนท์ จังหวัดกระบี่ ที่ ม.ล.ชูชาติ  กำภู ริเริ่มจัดตั้งขึ้นและการไฟฟ้ายันฮี ซึ่งทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกันเข้าด้วยกัน เรียกว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2512

วันที่ที่ควรทราบเกี่ยวกับเขื่อนภูมิพล

      วันที่ 25 กรกฎาคม 2501  ได้รับพระราชทานบรมราชานุญาต ให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยมาเป็นมงคล นามของเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล”
      วันที่ 31 กรกฎาคม 2501  ลงนามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเขื่อนภูมิพลกับบริษัท Brown & Root, S.A. and Utah International Inc.
      วันที่ 24 มิถุนายน 2504  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เขื่อนภูมิพล
      วันที่ 17 พฤษภาคม 2507  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนภูมิพล

ลักษณะโครงการ

-     เป็นเขื่อนคอนกรีตเก็บกักน้ำ ปิดกั้นแม่น้ำปิง
-     สูง 154.00 ม. ยาว 486.00 ม.
-     ระดับสันเขื่อน + 261.00 ร.ท.ก.
-     ปริมาณน้ำที่ระดับเก็บกักสูงสุด 13,462 ล้าน ลบ.ม.
-     อาณาเขตรับน้ำ 26,386 ตร.กม.
-     พื้นที่อ่าง ฯ ที่ระดับเก็บกักสูงสุด 318 ตร.กม. 
-     ทางระบายน้ำฉุกเฉิน เป็นอุโมงค์ขนาด 2 - 11.30 ม. ยาว 500 ม. ระบายน้ำได้ 6,000 ลบ.ม./วินาที มีบานปิดเปิด ขนาด 11.00 x 17.30 ม. จำนวน 4 บาน
-     ความจุที่พักตะกอน 3,600 ล้าน ลบ.ม.